รีวิวหนัง Spider-Man Across the Spider Verse

รีวิวหนัง Spider-Man Across the Spider Verse ดูเหมือนว่าภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้จะกลายเป็นความหวังและตัวแทนใหม่ของภาพยนตร์มาร์เวลในยุคนี้ และนี่คือการกลับมาของแอนิเมชั่นภาคต่อที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และเข้าชิงออสการ์มาแล้วใน “Spider-Man: Across the Spider-Verse Spider-Man: Rise Across the Spider-Verse” ที่กลับมาคราวนี้บอกเลยว่า…มายกระดับมาตรฐานของตัวเองให้สูงขึ้นไปอีกสำหรับหนัง Spider-Man: Across the Spider-Verse ยังคงเน้นไปที่ตัวละคร Miles Morales เช่นเดิม พร้อมเรื่องราวการผจญภัยครั้งใหม่ อันตรายของเพื่อนบ้านที่ดีของ Brooklyn เข้าสู่ Multiverse กับ Gwen Stacy เพื่อนของ Spider-Man เพื่อเผชิญหน้ากับวายร้ายที่ทรงพลังกว่าที่พวกเขาเคยพบมา และเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้

ในขณะที่ภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันของ Marvel ต่อสู้กับความหลงใหลที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และผู้ชมที่หมดกำลังใจ เวอร์ชันแอนิเมชันก็กลายเป็นด้านที่รุ่งโรจน์และรุ่งเรืองอย่างน่าประหลาดใจ และการกลับมาของ Spider-Man: Across the Spider-Verse ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงสิ่งนั้น นี่คือหนังอนิเมชั่นฮีโร่ที่ตอบโจทย์และให้ทุกรสชาติแก่ผู้ชมได้อย่างครบถ้วน เช่นเดียวกับหนังมาร์เวลเรื่องก่อนๆ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ต้องบอกว่านี่คือการรวมดรีมทีมที่เจ๋งที่สุดจริงๆ เพราะ 3 ผู้กำกับ “Kemp Powers”, “Wakim Dos Santos และ Justin Thompson ได้สร้างผลงานชิ้นเอกของตัวเองขึ้นมาอีกหนึ่งชิ้น งานสร้างและการใช้งานค่อนข้างสมดุล รู้ลีลา ลีลาสวยงาม ร้อยเรียงเป็นหนังดีทุกจังหวะตลอดทั้งเรื่อง

และขอปรบมือให้กับดรีมทีมบทภาพยนตร์อีกรายอย่าง “ฟิล ลอร์ด”, “คริส มิลเลอร์” และ “เดวิด คัลลาแฮม” ที่สร้างสรรค์บทภาพยนตร์ที่น่าประทับใจอีกครั้ง ภาพยนตร์เรื่อง Spider-Man: Across the Spider-Verse เกือบจะไม่มีที่ติ เพราะเต็มไปด้วยลีลาและมิติที่ดี ขับเสน่ห์ รู้ทุกท่วงท่าของทุกตัวละคร ตัวละครทุกตัวในหนังเรื่องนี้มีความสำคัญและสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างลื่นไหล สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือการรวมความเป็นมนุษย์เข้าไปในบทภาพยนตร์ ที่เพิ่มความกลมกล่อมให้กับหนังอีกด้วย

ภาคต่อที่ดีสุดๆ รีวิวหนัง Spider-Man Across the Spider Verse

รีวิวหนัง Spider-Man Across the Spider Verse หลังจากที่ Sony ได้ขยายมูลค่าของแฟรนไชส์เอง ด้วยการสร้างแอนิเมชั่นแนวทดลองที่นักวิจารณ์ชื่นชอบและมีเนื้อเรื่องหลากหลายที่แฟนบอยรอคอยใน ‘Spider-Man: Into the Spider-Verse’ (2018) ที่คว้ารางวัลออสการ์ แน่นอนว่าทางค่ายไม่รีบร้อนที่จะสร้างความสำเร็จด้วยการประกาศสร้างภาพยนตร์ไตรภาค Spider-Verse อีก 2 เรื่อง ได้แก่ ‘Spider-Man: Across the Spider-Verse’ (2023) และ ‘Spider-Man: Beyond the Spider-Verse’ (2023) Spider-Verse’ (2024)

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะสันนิษฐานว่า ‘Across the Spider-Verse’ จะเป็นสะพานเชื่อมไปยังภาคสุดท้ายแทนที่จะเป็นภาพยนตร์เดี่ยวที่มีบทสรุปของมันเอง ถึงกระนั้นก็มีความทะเยอทะยานในการเล่าเรื่องที่ครอบคลุมทั่วทั้ง 6 จักรวาลและตัวละคร 240 ตัวที่จะทำให้ใครก็ตามที่เป็นแฟนตัวยงของ Spider-Man ต้องตื่นตาตื่นใจ กรีดร้องกับรูปลักษณ์ที่ตื่นตาของ Spidey ทุกเวอร์ชัน แน่นอนว่าได้ยกเครื่องทั้งเรื่องราวและงานสร้างให้กลายเป็นภาพยนตร์ระดับบล็อคบัสเตอร์ที่ต้องใช้ทีมแอนิเมเตอร์ 1,000 คนในการสร้างโปรเจ็กต์นี้ แต่การยกเครื่องผู้กำกับทั้งหมดกลับได้รับความนิยมอย่างมาก จากภาพยนตร์เรื่องแรกซึ่งยังคงมีภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับการรับรอง Joaquim Dos Santos, Kemp Powers และ Justin K. T. Thompson (จัสติน เค. ธอมป์สัน) ซึ่งผลงานส่วนใหญ่เป็นซีรีส์แอนิเมชั่นทางโทรทัศน์

จะมีทีมงานเดิมที่ออกมาก็แค่คนเขียนบท ฟิล ลอร์ด (Phil Lord) ที่จะช่วยให้เรื่องดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น มีการเพิ่มนักเขียนอีกสองคน: คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์และเดฟ คัลลาแฮม ซึ่งคนหลังนี้เพิ่งทำงานใน ‘Shang-Chi and the Legend’ of the Ten Rings’ (2021) ดูเป็นงานที่ดูดีที่สุด แต่คงยังไม่พอ ประกอบกับปัญหาด้านโปรดักชั่นในช่วงโควิด-19 ที่ทำให้ต้องเลื่อนการแสดงถึง 2 ครั้ง บอกตามตรงว่าตอนแรกกังวลนิดหน่อยแต่เอาเป็นว่างานนี้พิสูจน์ได้อย่างสวยงาม

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงแสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานที่ชัดเจนซึ่งภาพยนตร์เรื่องแรกมีให้อย่างน่าตกใจ ว่าหนังใหญ่เน้นตลาดทั่วไปจะกล้าใช้รูปแบบศิลปะแบบแอนิเมชั่นทดลองขนาดนี้ แต่หลังจากช่วยเคลียร์ทางและคนดูได้ดูทั้งซีรีส์ ‘Love Death + Robots’ (2019) และ ‘ Arcane’ (2021) ทำให้การดูหนังเรื่องนี้โหดร้ายต่อสายตาเราน้อยลง เป็นอีกครั้งที่ผู้สร้างควรทราบและลดดีกรีความคลั่งไคล้รวมถึงตัวละครสุดกวนที่น่ารำคาญจากการข้ามมิติให้ลดลงไปมาก อีกทั้งสไตล์ภาพในแต่ละจักรวาลก็แตกต่างกัน แต่สังเกตได้ว่าภาพนั้นถูกนำมาใช้ในลักษณะที่สบายตามากกว่า ใกล้เคียงกับซีรี่ส์ ‘Arcane’ ที่ดูเท่ แต่ฉากต่อสู้หลายฉากต้องยอมรับว่ายังติดตามยากอยู่เล็กน้อย

ส่วนที่น่าสนใจคือในภาคนี้มีตัวละครใหม่อย่าง Spot หรือ Dr. Johnathon Ohn ตัวร้ายที่มีพลังจากหลุมมิติที่ปรากฏตัวครั้งแรกในการ์ตูนปี 1984 ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วรู้สึกเหมือนเป็นตัวร้าย ที่เท่และมีสีสันตั้งแต่อ่านหนังสือมา แถมยังเป็น antagonist ที่น่าสนใจอีกด้วย เพราะตามต้นฉบับ Spot จะมีพลังโจมตี Spider-Man โดยที่ Spidersense ไม่สามารถตรวจจับได้ล่วงหน้า เพราะสปอตใช้การโจมตีจากมิติอื่นผ่านรูมิติใส่ตัวเขาเอง

ว่าที่ไตรภาคหนังสไปเดอร์แมนที่ดีที่สุด

ตัวละครนี้ให้เสียงโดย Jason Schwartzman ซึ่งก็ลงตัวที่หนังเพิ่มมิติให้กับตัวละครนี้เข้าไปอีก บุคลิกที่ซุ่มซ่ามของเขาในตอนแรก แต่ค่อย ๆ พัฒนาเผยให้เห็นว่าเขาเป็นหนึ่งในเหยื่อของเหตุการณ์ในภาพยนตร์เรื่องแรก รวมกับบุคลิกที่ดุร้ายและคาดเดาไม่ได้ของเขาหลังจากพบว่าหลุมมิติของเขาสามารถใช้เพื่อข้ามไปยังจักรวาลอื่นได้ ทำให้เขาต้องแก้แค้นด้วยวิธีที่น่ากลัวที่สุด อีกทั้งบทบาทที่มาเต็มหลังจากปรากฏตัวใน End Credit สั้นๆ ในภาคแรกของ Spider-Man 2099 หรือ Miguel O’Hara ผู้รับบทหัวหน้ากลุ่ม Spider-Society ที่รวบรวม สไปเดอร์แมน สไปเดอร์แมนในทุกจักรวาล และออสการ์ ไอแซคให้พลังเสียงที่นุ่มลึกทำให้เรื่องน่าติดตาม ตัวละครของ O’Hara ถูกวางตัวให้เป็นปมใหม่ของเรื่องราวหลายแง่มุมซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ควรทำ ในระดับหนึ่ง ความแตกต่างนี้เท่านั้นที่สามารถขยายชะตากรรมของการเป็นสไปเดอร์แมนได้ เป็นหนึ่งในตัวร้ายของเรื่องได้อย่างกลมกลืนและทรงพลังมาก และมันทำให้เราหายเครียดได้จริงๆ และติดตาม Miles และผองเพื่อนของเขา

หนังเรื่องนี้ทรงพลังมากจนฉันคิดว่านี่อาจเป็นไตรภาค Spider-Man ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา มันช่างหยิ่งผยองสำหรับแฟนบอยที่เคยดูสไปดี้ด้วยกันมากที่สุดในจักรวาลใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูน แอนิเมชั่น เกม ภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชัน มันหยิ่งผยองต่อนักวิจารณ์ด้วยภาพที่สวยงาม เนื้อหาที่เข้มข้นสร้างความขัดแย้งในทุกระดับ โดยมีตัวร้ายที่ยิ่งใหญ่และการพัฒนาตัวละครผ่านเรื่องราวครอบครัวที่ปวดใจ และเป็นที่หยิ่งของนักดูหนังทั่วไปที่จะอิน ซึ้ง ร้องไห้ เครียดจริงจัง และหัวเราะขบขัน ตื่นเต้น สนุกสนาน เข้ากันอย่างลงตัวรีวิวหนัง Spider-Man Across the Spider Verse

หนังมีข้อเสียตรงที่เวลาค่อนข้างยาวถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งภาพรวมอาจจะสนุกจนเวลาดูผ่านไปเร็ว แต่ก็มีหลายๆ ฉากที่ทำได้ดีจนนำมาสร้างเป็นหนังสั้นที่ซาบซึ้งได้ แต่ด้วยจังหวะที่ต้องยืดไปขยี้มาทำให้รู้สึกว่าพอจังหวะหนังมันเร็วปุ๊บมันดึงลงมานิดนึง นอกจากนี้ยังมีคำใบ้ของเนื้อเรื่องที่อาจขยายไปสู่ภาคต่อไป โดยบอกใบ้ผ่านเรื่องราวของเกวนที่รู้สึกว่ามันอาจจะเรียบง่ายไปหน่อย แต่ผมเชื่อว่าหนังน่าจะใส่อุปสรรคผ่านความขัดแย้งที่ก่อตัวเป็น 3-4 กลุ่มที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกันไปคนละทางในตอนจบของเรื่อง จะเติมปมหลักก็ต้องลุ้นกันจนหยดสุดท้ายของภาคนี้ นอกจากนี้ ตอนจบยังคาราคาซัง เนื่องจากผู้ชมทราบดีว่าต้องรอถึงปีหน้าจึงจะรู้บทสรุปของตัวละครแต่ละตัวใน ‘Spider-Man: Beyond the Spider-Verse’ แบบนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง